เที่ยวป่าดึกดำบรรพ์เหมือนได้ย้อนอดีตที่หุบป่าตาด

เที่ยวป่าดึกดำบรรพ์เหมือนได้ย้อนอดีตที่หุบป่าตาด หุบป่าตาดตั้งอยู่ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี พอได้ยินชื่อหลายคนอาจนึกถึงภาพยนตร์แนวผจญภัยในป่า ที่มีสิงสาราสัตว์หรือคนป่าเผ่าต่างๆ แต่ก็ไม่ผิดนักนะคะ เพราะหุบป่าตาดในจังหวัดอุทัยธานีก็มีลักษณะทั่วไปเป็นป่าดงดิบที่มีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาทึบ และมีต้นตาดที่เป็นต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่ไม่ค่อยได้เจอในป่าแทบอื่นขึ้นอยู่ด้วย และนี่เองที่ทำให้ที่นี่มีชื่อเรียกว่า “หุบป่าตาด” การเข้าชมจะมีเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและมีมัคคุเทศก์คอยนำทางพาชมป่าพร้อมทั้งอธิบายสิ่งต่างๆ ภายในป่าตลอดทาง สำหรับการเดินจะต้องเข้าไปในถ้ำจนมาโผล่ปากถ้ำอีกฝาก ที่เมื่อได้เห็นคุณจะรู้สึกเหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งกันเลย อีกด้านของถ้ำถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินปูน และจะมีต้นตาลขึ้นกันอยู่เป็นจำนวนมาก ต้นตาดจัดเป็นต้นไม้ตระกูลปาล์ม เป็นพืชที่ชอบขึ้นในป่าดงดิบที่มีอากาศชื้นและค่อนข้างเย็น บริเวณโดยรอบหุบป่าตาดแสงอาทิตย์จะส่องเข้ามาได้เฉพาะในช่วงเวลาเที่ยงวันเท่านั้น นอกจากที่นี่จะมีต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่นแล้ว ยังมีสัตว์ป่าและนกนานาชนิดอาศัยอยู่ การเดินทางมายังหุบป่าตาดถ้าคุณมาถึงตัวเมืองจังหวัดอุทัยธานีให้ขับรถมุ่งหน้าไปทางอำเภอลานสัก โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 333 (อุทัยธานี-หนองฉาง) และต่อเข้าทางหลวงหมายเลข 3438 (หนองฉาง-ลานสัก) ไปอีกประมาณ 90 กิโลเมตร ก็จะมาถึงเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน

พักผ่อนวันหยุดแนบชิดธรรมชาติที่ไร่เขาโอบเรา

พักผ่อนวันหยุดแนบชิดธรรมชาติที่ไร่เขาโอบเรา ไร่เขาโอบตั้งอยู่ที่ บ้านน้ำซับ ตำบลคอกควาย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี มีเนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ มีที่พักไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการพักผ่อนแบบใกล้ชิดธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยภายในไร่จะมีที่พักเป็นบ้านอยู่ 7 หลัง แต่ละหลังตกแต่งให้ออกแนวย้อนยุคหรือไสตล์วินเทจที่มีสีสันสดใสดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติ และด้วยที่โดยรอบของไร่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาจึงเป็นที่มาของชื่อ “ไร่เขาโอบเรา” ที่ฟังแล้วดูอบอุ่นเป็นกันเองน่ามาพักผ่อนเป็นอย่างมาก แต่ถ้าใครรู้สึกว่าการพักในบ้านยังไม่ใกล้ชิดธรรมชาติเท่าที่ควร คุณก็สามารถเลือกกางเต็นท์นอนนับดาวในวันฟ้าใสได้อย่างสบาย หรือถ้ามากันเป็นหมู่คณะก็ยังมีบริเวณให้จัดแคมป์ไฟกันได้อีกด้วยค่ะ สำหรับที่นี่ต้องบอกกันไว้ก่อนเลยว่าถ้าอยากมาเก็บภาพธรรมชาติสวยๆ ให้มาในช่วงฤดูหนาวจะสวยที่สุด แต่อากาศค่อนข้างหนาวเย็น สำหรับการเดินทางมายังไร่เขาโอบเรา เมื่อถึงตัวเมืองอุทัยธานีแล้วให้คุณขับรถมาทางตลาดสดเทศบาลตำบลบ้านไร่ แล้วมุ่งหน้ามาที่แยกบ้านไร่ จากนั้นเลี้ยวซ้ายขับตรงไปประมาณ 18 กิโลเมตร คุณจะเจอทางเข้าไร่เขาโอบเราที่เป็นทางเดียวกับทางไปน้ำตกและวัดปางสวรรค์ จากปากทางขับรถอีกประมาณ 7 กิโลเมตร สองข้างทางจะเป็นไร่สับปะรดและไร่อ้อย จากนั้นคุณก็จะพบทางเข้าไร่เขาโอบเรา ที่ติดป้ายชื่อไร่ไว้ที่บริเวณด้านหน้าเห็นได้อย่างชัดเจน

เที่ยวชมความงามของน้ำตกไซเบอร์

เที่ยวชมความงามของน้ำตกไซเบอร์ น้ำตกไซเบอร์หรือน้ำตกหินลาด ตั้งอยู่หมู่บ้านไซเบอร์ (บ้านซับแม่บือ) ตำบลคอกควาย อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี เป็นน้ำตกที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดไปประมาณ 86 กิโลเมตร น้ำตกแห่งนี้เกิดจากน้ำที่ไหลมาจากลำห้วยล่อยจ้อย ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง บริเวณน้ำตกเป็นหน้าผาสูงมีน้ำตกหลายชั้น โดยชั้นบนสุดมีเชื่อรียกว่าน้ำตกล่อยจ้อย และในส่วนที่ตกกระทบก้อนหินขนาดใหญ่ถูกเรียกว่าน้ำตกหินลาด บางแห่งไหลซอกซอนไปตามแก่งหินมีหลายชั้น ในช่วงหน้าน้ำจึงเกิดเป็นภาพธรรมชาติที่สวยงดงามเป็นอย่างมาก เบื้องล่างมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่รองรับน้ำที่ตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย น้ำตกแห่งนี้จะมีน้ำเกือบตลอดทั้งปีแต่จะมีมากเป็นพิเศษในช่วงระหว่างเดือนกันยายนจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน นอกจากนี้บริเวณโดยรอบของน้ำตกยังเป็นป่าหวายมีต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น จึงดูร่มครึ้มและอากาศเย็นสบาย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนยังเป็นช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสีรับรองได้เลยว่าสวยไม่แพ้ที่อื่นเช่นกันค่ะ สำหรับใครที่อยากพักค้างคืนบริเวณน้ำตกจะมีบ้านพักรับรอง 1 หลัง ที่สามารถพักได้ถึง 20-30 คน แต่ไม่มีบริการเกี่ยวกับอาหาร เราต้องจัดเตรียมไปกันเอง และต้องได้รับอนุญาตเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าพักได้ การเดินทางมายังน้ำตกให้คุณใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3282 หลักกิโลเมตรที่ 30 โดยเลี้ยวเข้าทางลำลองประมาณ 7 กิโลเมตร จากนั้นต้องเดินเท้าเข้าไปประมาณ 900 เมตร ถนนทางเข้ายังเป็นทางลูกรังและมีหินคมตลอดเส้นทาง เส้นทางยังต้องผ่านลำธารน้ำหลายแห่ง ในช่วงฤดูฝนประมาณเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม รถไม่สามารถวิ่งเข้าไปได้ นอกจากรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อเพียงเท่านั้น

ชมน้ำตกผาร่มเย็นน้ำตกสวยที่สุดในอุทัยธานี

ชมน้ำตกผาร่มเย็นน้ำตกสวยที่สุดในอุทัยธานี น้ำตกผาร่มเย็นตั้งอยู่ในตำบลเจ้าวัด อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี น้ำตกแห่งนี้ถูกจัดให้เป็นน้ำตกที่สวยที่สุดในจังหวัดอุทัยธานีกันเลยทีเดียว ทราบกันแบบนี้แล้วใครที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานีคุณต้องห้ามพลาดเข้ามาชมความงามกันนะคะ โดยตัวน้ำตกเราสามารถมองเห็นได้จากริมถนนก่อนถึงทางเข้าตัวน้ำตกกันได้เลย ลักษณะเป็นสายน้ำสีขาวสะอาดตาทิ้งตัวลงในป่าทึบ น้ำตกแห่งนี้มีความสูงถึง 100 เมตร คงไม่ต้องแปลกใจกันเลยว่าทำไมเราจึงสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล ตัวน้ำตกมีอยู่ทั้งหมด 4 ชั้น จากปากทางเข้าหลังจากจอดรถแล้วเราต้องเดินเท้าเข้าไปยังตัวน้ำตกอีกประมาณ 200 เมตร ทางเดินจะเป็นลักษณะเดินขึ้นเขา แต่ปัจจุบันได้มีการทำบันไดเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปยังตัวน้ำตกได้ง่ายขึ้น และเมื่อได้เข้าไปชมใกล้ๆ คุณจะสัมผัสได้ถึงละอองฟุ้งของไอน้ำคล้ายสายฝนเย็นฉ่ำชื่นใจ นอกจากนี้รอบบริเวณยังอุดมไปด้วยต้นไม้นานาพรรณ บรรยากาศร่มรื่นเย็นสบาย บริเวณที่น้ำตกไหลผ่านยังเขียวชอุ่มไปด้วยต้นมอสและเฟิร์น ตัวน้ำตกจะอยู่ห่างจากอำเภอบ้านไร่ไปประมาณ 14 กิโลเมตร การเดินทางจากแยกอำเภอบ้านไร่ให้คุณขับรถเลี้ยวไปตามทางหลวงหมายเลข 3282 ขับมาประมาณ 500 เมตร ให้เลี้ยวซ้ายข้างปั๊มน้ำมัน ปตท.ไปตามทางลาดยาง ขับไปเรื่อยอีกประมาณ 14 กิโลเมตรก็จะถึงตัวน้ำตก น้ำตกแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ในเวลา 8.30 น. – 17.30 น. ทุกวัน ถ้ามาเที่ยวอุทัยธานีแล้วอยากเข้าชมน้ำตกก็อย่าลืมมาให้ตรงเวลากันด้วยนะคะ

เที่ยววัดธรรมโฆษกวัดเก่าแก่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

เที่ยววัดธรรมโฆษกวัดเก่าแก่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น วัดธรรมโฆษกหรือวัดโรงโค ตั้งอยู่บนถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่นี่เคยเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒสัตยาของข้าราชการเมืองอุทัยธานีในอดีต และยังเคยใช้เป็นลานประหารนักโทษ จัดได้ว่าเป็นวัดที่เก่าแก่และมีประวัติอันยาวนาน ซึ่งในปัจจุบันพิธีกรรมต่างๆ เหล่านี้ได้ถูกยกเลิกไปหมดแล้ว ภายในโบสถ์ของวัดมีภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังที่มีความงดงามเป็นอย่างมาก โดยสันนิษฐานกันว่าผู้วาดเป็นช่างฝีมือในสมัยอยุธยาตอนปลายที่มีชีวิตมาจนเกิดการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ในช่วงนั้นช่างเก่งๆ ค่อนข้างหายาก สำหรับภาพจิตรกรรมฝาพนังในโบสถ์ของวัดเป็นภาพที่แสดงเกี่ยวกับพุทธประวัติของพระพุทธองค์ ตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์และผจญหมู่มาร ส่วนบริเวณด้านบนเพดานเป็นภาพของเหล่าเทพเทวดาเทพาอารักษ์ทั้งหลาย นอกจากงามของภาพจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์แล้ว ด้านนอกบริเวณหน้าวิหารสร้างแบบยกพื้นสูงและมีปูนปั้นรูปช้างสามเศียรอยู่ด้านหน้า ประตูวิหารสร้างด้วยไม้สลักลวดลายเป็นดอกไม้ทาสีแดงดูโดดเด่นและงดงาม กรอบหน้าต่างยังถูกออกแบบให้เป็นลายปูนปั้นจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ชมความงามของวิหารด้านอกแล้ว เข้าด้านในคุณจะพบแท่นประดิษฐานพระพุทธรูปที่มีอยู่ประมาณ 20 องค์ มาถึงกันแล้วก็อย่าลืมกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลกันด้วยนะคะ แต่โดยปกติโบสถ์จะปิดถ้าต้องการเข้าชมต้องแจ้งทางวัดล่วงหน้า และที่สำคัญปัจจุบันวัดธรรมโฆษกยังได้รับการจดทะเบียนให้เป็นโบราณสถานอีกด้วยค่ะ

ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่วัดโบสถ์

ชมภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าแก่ที่วัดโบสถ์ วัดโบสถ์หรือ “วัดอุโบสถาราม” มีชื่อเดิมว่า “วัดมโนรมย์” เป็นวัดเก่าแก่มีอายุเกือบร้อยปี ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง จังหวัดอุทัยธานี ริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำสะแกกรัง บนเกาะเทโพ สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่หน้าโบสถ์และในวิหาร เป็นภาพเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยบริเวณด้านหน้าจะเป็นภาพเรื่องราวพุทธประวัติ ตั้งแต่ทรงประสูติจนถึงปรินิพาน แต่ละภาพมีความงดงามและฝีมือในการวาดประณีต สำหรับภาพในวิหารจะเป็นภาพพระพุทธเจ้าทรงเสด็จโปรดเหล่าเทวดานางฟ้าบนสวรรค์ และภาพทรงปลงสังขาร สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือมณฑปแปดเหลี่ยม ที่เป็นอาคารสองชั้นมีบันไดวนด้านนอก รูปทรงตามแบบตะวันตกบวกรัตนโกสินทร์ตอนต้น จัดเป็นสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่ยังสวยงามและน่าสนใจเป็นอย่างมาก การเดินทางมายังวัดโบสถ์คุณอาจจะเลือกเดินมาจากตลาดสดเทศบาลที่มีของให้เลือกซื้อหลากหลายทั้งของกินของใช้และของที่ระลึก โดยเฉพาะสินค้าพื้นเมืองที่น่าสนใจหลายอย่าง จากตลาดเราสามารถเดินขึ้นสะพานข้ามแม่น้ำสะแกกรังมายังวัดกันได้เลย หรือใครอยากล่องเรือชมธรรมชาติของแม่น้ำสะแกกรังและวัดโบสถ์ไปพร้อมๆ กัน ก็จะได้อีกบรรยากาศ ที่สำคัญแม่น้ำสายนี้ยังเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวอุทัยธานีมาตั้งแต่โบราณ วิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่ยังคงเป็นแบบดั้งเดิม เรียบง่าย สงบ และไม่ต้องเร่งรีบเหมือนอย่างในเมืองหลวง ใครอยากสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางธรรมชาติ ลองมาเที่ยวอุทัยธานีกันดูนะคะ แล้วคุณจะติดใจต้องหาเวลาพักผ่อนยาวๆ แวะมากันอีกอย่างแน่นอน

ชมความงามของหินงอกหินย้อยที่ถ้ำพุหวาย

ชมความงามของหินงอกหินย้อยที่ถ้ำพุหวาย ถ้ำพุหวายตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติพุเตย อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ลักษณะทั่วไปเป็นภูเขาหินปูนสูงชันสลับซับซ้อน เป็นถ้ำขนาดใหญ่กว้างขวาง มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามตามธรรมชาติ เมื่อต้องกับแสงไฟจะส่องเป็นประกายแวววับ มองในความมืดเหมือนดั่งอัญมณีกันเลยทีเดียวค่ะ ที่สำคัญหินงอกหินย้อยภายในถ้ำยังมีรูปทรงต่างๆ เช่น รูปเจดีย์ อ่างน้ำ หินปะการัง หินรูปม่าน เป็นต้น ภายในถ้ำยังเป็นที่อาศัยของค้างคาวถึง 9 ชนิด สำหรับการเดินทางมายังถ้ำพุหวายนั้น ถ้าคุณเดินทางมาถึงตัวเมืองจังหวัดอุทัยธานีให้มุ่งหน้ามาทางอำเภอบ้านไร่ จนถึงเทศบาลตำบลบ้านไร่จะมีสี่แยก มีปั้ม ปตท.อยู่ทางขวามือให้เลี้ยวซ้าย ขับตรงไปอีกสักพักจะพบแยกให้เลี้ยวขวาแล้วขับตรงไปจะพบวัดถ้ำเขาวง ไหนก็ผ่านแล้วอย่าลืมแวะเข้าไปเที่ยวชมและกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดกันก่อนนะคะ ต่อจากวัดถ้ำเขาวงให้ขับไปเรื่อยๆ จนสุดถนนคุณก็จะมาถึงถ้ำพุหวาย ก่อนขึ้นไปเข้าชมเราต้องไปแวะที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวกันเสียก่อน เพื่อเช่าไฟฉายนั่นเองค่ะ จากนั้นก็ถึงเวลาเดินเท้าไปยังปากถ้ำกันแล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ ภายในถ้ำจะไม่มีการใช้ไฟฟ้าเพื่อให้ความสว่างและแสงจากดวงอาทิตย์ก็ไม่สามารถเล็ดลอดเข้าไปได้ เพราะแสงต่างๆ เหล่านี้จะส่งผลทำให้ภายในถ้ำไม่เกิดหินงอกหินย้อยขึ้นอีก ดังนั้นจึงมีเพียงแสงจากไฟฉายเท่านั้นที่ช่วยให้เราได้ชมความงดงามของถ้ำพุหวาย

สัมผัสวิถีชีวิตชาวแพแบบดั้งเดิม ที่แม่น้ำสะแกกรัง

สัมผัสวิถีชีวิตชาวแพแบบดั้งเดิม ที่แม่น้ำสะแกกรัง แม่น้ำสะแกกรังเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านจังหวัดอุทัยธานี บริเวณริมแม่น้ำเป็นที่อาศัยของชาวแพ โดยการสร้างบ้านค่อมบนแพลูกบวบ และปลูกผักลอยน้ำไว้เพื่อการดำรงชีพ เป็นวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ซึ่งในปัจจุบันค่อนข้างหาชมได้ยาก และหลายคนอาจรู้สึกอิจฉาเพราะได้อยู่แบบแนบชิดกับธรรมชาติสัมผัสอาการบริสุทธิ์ ที่สำคัญวิถีชีวิตของชาวแพยังเป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่เร่งรีบหรือต้องแข่งขันกับเวลาเหมือนในเมืองหลวง สำหรับบ้านเรือนแพของที่นี่จะมีทะเบียนบ้านรับรองและมีสิทธิ์พักอาศัยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งแต่ก่อนจะมีบ้านเรือนแพอยู่ประมาณ 300 หลัง แต่ในปัจจุบันลดจำนวนลงเหลือประมาณ 200 หลัง นอกจากนี้ปัจจุบันก็ไม่อนุญาตให้ปลูกแพเพิ่มขึ้นใหม่ เพื่อคงความเป็นธรรมชาติของสายน้ำเอาไว้ สำหรับอาชีพของชาวแพส่วนใหญ่จะเป็นการประมงน้ำจืด เลี้ยงปลาในกระชัง และปลูกผักที่สามารถปลูกในน้ำได้ ถ้าคุณได้เดินทางมาที่นี่แนะนำให้ล่องเรือชมวิถีชีวิตชาวแพในช่วงเช้าอากาศจะดีมาก และยังได้ชมธรรมชาติของเรือกสวนไร่นาที่มีอยู่ตลอดแนวสองฝั่งคลอง สำหรับสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจอีกอย่างริมแม่น้ำสะแกกรังก็คือวัดโบสถ์ ที่มีอายุกว่า 100 ปี จัดเป็นสถานที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ใครมีโปรแกรมเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี ก็อย่าลืมนึกถึงบริเวณลุ่มแม่น้ำสะแกกรังกันด้วยนะคะ นอกจากได้ชมธรรมชาติของสายน้ำแล้ว ยังได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวไทยในชนบทและชาวแพที่นับวันจะหาชมได้ยากกันอีกด้วยค่ะ

เที่ยวชมป่าไม้นานาพรรณในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

เที่ยวชมป่าไม้นานาพรรณในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งหรือ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง” มีพื้นที่ครอบคลุม 3 จังหวัด 6 อำเภอ ได้แก่ – อำเภอสังขละบุรี, อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี – อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และ – อำเภอลานสัก, อำเภอห้วยคน, อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี มีพื้นที่ทั้งหมดกว่า 3,609,375 ไร่ จัดเป็นพื้นป่าอนุรักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในบ้านเรา และยังใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กันอีกด้วย ปัจจุบันได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก (UNESCO) สภาพป่าโดยทั่วไปมีความหลากหลาย เพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่จึงมีพื้นป่าหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ป่าดงดิบ, ป่าไม้เต็งรัง, ป่าดิบเขา, ป่าไม้ผลัดใบ, ป่าไม้เบญจพรรณ รวมไปถึงทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ และยังมีสัตว์ป่าอยู่นานาชนิด สำหรับสัตว์ป่าหายากที่ใกล้จะสูญพันธ์เราก็สามารถพบได้ที่นี่ เช่น เลียงผา, เสือดาว, ควายป่า, หมาใน, นกยูง และไก่ป่า เป็นต้น นอกจากนี้ที่นี่ยังเต็มไปด้วยนก ผีเสื้อ และแมลงป่าหลายสายพันธุ์ เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื้นชอบส่องสัตว์ รักการพจญภัยหรือเที่ยวแบบลุยๆ แต่ก่อนจะเดินทางมาเที่ยวที่นี่คุณต้องทำการติดต่อกลับเจ้าหน้าที่ของทางอุทยานกันเสียก่อน เพราะจะอนุญาตให้เข้าพักหรือกางเต็นท์ได้เพียงบางจุดเท่านั้น และที่นี่แต่ละฤดูกาลก็มีความงดงามของธรรมชาติที่แตกต่างกัน […]

กราบขอพรองค์พระปฐมชมความงามวิหารแก้วที่วัดท่าซุง

กราบขอพรองค์พระปฐมชมความงามวิหารแก้วที่วัดท่าซุง วัดท่าซุงหรือ “วัดจันทราราม” เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี สำหรับชื่อวัดท่าซุงมาจากในอดีตมีการล่องซุงไปตามลำน้ำ และที่นี่ก็เป็นจุดพักของแพซุงส่วนใหญ่ ชาวบ้านจึงเรียกติดปากกันว่า “วัดท่าซุง” ภายในวัดมีสิ่งปลูกสร้างที่สวยวิจิตรงดงามอยู่หลายแห่ง และด้วยแรงศรัทธาของชาวพุทธที่ต่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ทำให้หลายคนเดินทางมาเพื่อนกราบนมัสการและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต พร้อมทั้งยังได้ชมความงามของสิ่งปลูกสร้างภายในวัดไปพร้อมๆ กัน อย่างเช่น – มหาวิหารแก้ว 100 เมตร ใครได้มาที่นี่จะรู้สึกเหมือนตัวเองหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของความฝันกันเลยเดียว ภายในวิหารถูกประดับประดาไปด้วยโมเสดสีขาวและกระจกแวววับ เพดานด้านบนประดับด้วยช่อไฟระย้าสวยงามตระการตากว่า 119 ช่อ เมื่อมองเข้ามาด้านในเราจะรู้สึกเหมือนว่าวิหารแห่งนี้มีความกว้างไกลไม่มีจุดสิ้นสุด และที่สำคัญยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง พระอรหันต์ 7 องค์ และอีกด้านหนึ่งของวิหารยังเป็นที่ตั้งสังขารของหลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อยกันอีกด้วย – ปราสาททองคำ เป็นอาคารขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยทองคำเปลว ปราสาทแห่งนี้ยังสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวาระที่ทรงเสวยราชย์ปีที่ 50 นอกจากนี้ภายในวัดยังมีสิ่งปลูกสร้างที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น พระศรีอริยเมตตรัย วิหารสมเด็จองค์พระปฐม วิหารพระวิสุทธิกษัตริย์เทพ มณฑปพระปัจเจกพระพุทธเจ้า และหอไตร เป็นต้น ถ้ามีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี อย่าลืมแวะมาชมความงดงามของวันและกราบนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสิริมงคลกันนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกประทับใจไปอีกนาน

แวะทำบุญไหว้พระที่วัดถ้ำเขาวงจังหวัดอุทัยธานี

แวะทำบุญไหว้พระที่วัดถ้ำเขาวงจังหวัดอุทัยธานี วัดถ้ำเขาวงตั้งอยู่ใน ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เป็นวัดสาขาที่ 13 ของวัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ที่มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 19 วัด บริเวณรอบวัดเป็นหุบเขา พระอุโบสถเป็นเรือนไทย 2 ชั้น และอาคารอเนกประสงค์เป็นเรือนไทย 4 ชั้น มีความงดงามตามแบบฉบับเรือนไทยที่สวยงามเหมาะกับบรรยากาศที่ดูเป็นธรรมชาติเงียบสงบ เหมาะสำหรับใครที่อยากหลีกหนีความวุ่นวายคุณจะชื่นชอบที่นี่อย่างแน่นอน บริเวณด้านหน้าวัดเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีสะพานไม้ทอดยาวสวยงามแปลกตาไปยังอาคารทรงไทย และด้านหลังเป็นภูเขาหินปูนสูงตระหง่าน จากลานจอดรถเราต้องเดินต่อไปยังวัด โดยสามารถเลือกเดินข้ามสะพานหรือใครจะเดินผ่านอุโมงค์มายังสะพานก็ได้เช่นกัน ภายในอุโมงค์ก่อนถึงทางออกจะมีศาลาเจ้าแม่กวนอิมพันกรไว้ให้เราได้กราบสังการะเพื่อเป็นสิริมงคล และยังมีการจัดชุดสัฆทานเตรียมไว้ให้กับนักท่องเที่ยวที่ต้องการถวายกันอีกด้วย เมื่อมาถึงตัวอาคารกันแล้ว เราต้องเดินขึ้นบันไดทางด้านข้าง ซึ่งบนอาคารจะประกอบไปด้วย ศาลา วิหาร กุฏิ และโบสถ์ในอาคารเดียวกัน จุดเด่นของอาคารเรือนไทยจะอยู่ตรงที่มีรูปแบบสวยแปลกตา การปลูกสร้างยังเป็นวิธีคงรูปแบบของไม้ไว้ตามธรรมชาติ หรือดัดแปลงให้น้อยที่สุด สำหรับไม้ที่ใช้จะมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด เช่น ไม้สัก ไม้มะค่า และไม้เก่าจากบ้านเรือนไทยในจังหวัดอยุธยา, จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดลำพูน บริเวณด้านข้างของตัวอาคารเป็นน้ำตกขนาดเล็กที่จะได้ยินเสียงสายน้ำกันตลอดเมื่อยู่ในอาคาร เสียงของน้ำตกยังมีส่วนในการช่วยให้จิตใจสงบและมีสมาธิ ที่นี่ยังเปิดให้ผู้สนใจสามารถมาพักปฏิบัติธรรมกันได้อีกด้วย ใครสนใจลองแวะมากันนะคะ